งาน Night at the Museum ที่ผ่านมา ใครได้สบตากับเจ้าปูตัวจิ๋วสีสันจัดจ้านตัวนี้บ้างไหมคะ? เห็นน้องตัวเล็ก ๆ แบบนี้ แต่ชื่อเสียงเรียงนามน้องเท่สุดๆ จน Nat.แก้มต้องหยิบเรื่องราวน้องปูชื่อโหดมาเล่าให้ฟังกันเลยค่ะ!
"ปูแวมไพร์" หรือ ปูแสมภูเขา (Vampire crab, Semiterrestrial sesarmid crab, Tree-climbing crab)ไม่ต้องตกใจนะคะ น้องไม่ได้จะมาดูดเลือดใคร! แต่ชื่อสามัญนี้มาจากลักษณะเด่นของปูในสกุล 𝘎𝘦𝘰𝘴𝘦𝘴𝘢𝘳𝘮𝘢 หลายชนิดที่มี "ดวงตาสีเหลืองสด" ตัดกับสีกระดองที่เข้มจัด ทำให้ดูลึกลับเหมือนแวมไพร์ในภาพยนตร์ ปูในสกุลนี้มีสมาชิกกว่า 60 ชนิดทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เจ้าปูตัวที่ได้เจอในงาน Night at the Museum นี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า 𝘎𝘦𝘰𝘴𝘦𝘴𝘢𝘳𝘮𝘢 𝘬𝘳𝘢𝘵𝘩𝘪𝘯𝘨 คำว่า "krathing" หรือ "กระทิง" มาจากแหล่งที่ค้นพบครั้งแรกบริเวณน้ำตกกระทิง จ.จันทบุรี จึงตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่สถานที่ค้นพบ เป็นปูขนาดเล็ก (ตัวที่ใหญ่สุดกระดองมีความกว้างประมาณ 1.3 ซม. หรือประมาณเหรียญบาท)
น้องปูชนิดนี้อาศัยอยู่บนบกมากกว่าในน้ำ และชอบปีนขึ้นไปบนกิ่งไม้พุ่มเตี้ยๆ หรือขุดรูอยู่ใกล้ ๆ แหล่งน้ำ ถึงน้องจะออกหาอาหารในตอนกลางคืน แต่น้องไม่ได้กินเลือดเป็นอาหารแบบแวมไพร์ น้องกินพวกเศษซากพืชซากสัตว์ที่อยู่ในดินและมีแอบกินแมลงบ้างนิดหน่อย เรียกได้ว่าน้องช่วยย่อยสลายของเสียต่าง ๆ ในระบบนิเวศได้ดีเยี่ยม
แอบกระซิบว่าปูชนิดนี้พบได้ในประเทศไทยเท่านั้น และไม่ได้หาดูได้ง่ายๆ ตามธรรมชาติทั่วไป ใครที่พลาดงาน Night at the Museum หรืออยากเห็นความน่ารักของ “ปูแสมภูเขา” หรือ “ปูแวมไพร์” ตัวเป็น ๆ แบบใกล้ชิด แวะมาหาน้องได้ที่ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. (NSM) นะคะ รับรองว่าจะโดนน้องตกในความน่ารัก ตะมุตะมิของเจ้าปูตัวนี้แน่นอน!
References:
Ng, P. K. L., & Naiyanetr, P. (1992). On a new species of Geosesarma de Man, 1892 (Crustacea: Decapoda: Brachyura: Grapsidae) from Chanthaburi Province, eastern Thailand. Zoologische Mededelingen, 66(34), 449–452.
กุศล เรืองประเทืองสุข, พงษ์รัตน์ ดำรงโรจน์วัฒนา และ สุรินทร์ มัจฉาชีพ. (2549). การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับการชีววิทยาและนิเวศวิทยาบางประการของปูแสมภูเขา (Geosesarma krathing Ng and Naiyanetr, 1992) (Crustacea Brachyura Grapsidae). เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 44 สาขาวิทยาศาสตร์. การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 44. (หน้า 333-338).
