งานวิจัยชี้การบริโภคพริกปริมาณมากอาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งบริเวณหลอดอาหาร
Science News Categories
Publish date
15/07/2026
Image
1

นักวิจัยวารสารวิชาการ Frontiers in Nutrition ได้เผยแพร่ข้อมูลการรับประทานพริกส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในอวัยวะระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะบริเวณหลอดอาหาร

 

งานวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Meta-analysis) ขนาดใหญ่ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Frontiers in Nutrition ได้เผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารรสจัด โดยการศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจากการศึกษาย่อยจำนวน 14 แห่ง ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างผู้เข้าร่วมวิจัยมากกว่า 11,000 คน เพื่อหาคำตอบวิชาการว่า การรับประทานพริกส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในอวัยวะระบบทางเดินอาหารอย่างไร


ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเผยให้เห็นภาพรวมของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มประชากรที่มีพฤติกรรมบริโภคพริกในปริมาณสูงที่สุด มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ไปจนถึงลำไส้ เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 64 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่บริโภคพริกน้อยที่สุด ทั้งนี้ เมื่อนักวิจัยเจาะจงวิเคราะห์เฉพาะ มะเร็งหลอดอาหาร ได้พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนที่สุด โดยผู้ที่รับประทานพริกในปริมาณมากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารสูงกว่ากลุ่มที่รับประทานน้อยถึงเกือบ 3 เท่า อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น ฐานข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะสรุปได้ว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในทางทางสถิติ ถึงแม้จะมีการตรวจพบแนวโน้มของความเสี่ยงที่อาจสูงขึ้นในส่วนของมะเร็งกระเพาะอาหารก็ตาม


ประเด็นทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจคือ เหตุใดหลอดอาหารจึงมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงนี้มากกว่าอวัยวะส่วนอื่น นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งข้อสันนิษฐานเชิงกลไกว่า สาเหตุหลักอาจเกิดจากปฏิกิริยาของสาร แคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมีที่ให้ความรู้สึกเผ็ดร้อนในพริก เมื่อบริโภคเข้าไป สารแคปไซซินจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของตัวรับบนเซลล์ที่ชื่อว่า TRPV1 ซึ่งทำหน้าที่หลักในการส่งสัญญาณประสาทที่เกี่ยวข้องกับความร้อนและอาการเจ็บปวด การที่เนื้อเยื่อบริเวณหลอดอาหารต้องสัมผัสกับความเผ็ดร้อนจัดอย่างซ้ำซาก อาจนำไปสู่ภาวะการระคายเคืองแบบเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มบุคคลที่ร่างกายมีปฏิกิริยาความไวต่อสารชนิดนี้สูง กระนั้น สมมติฐานดังกล่าวของนักวิจัยยังคงเป็นเพียงทฤษฎีที่ต้องอาศัยการทดลองเพื่อพิสูจน์เพิ่มเติมในอนาคต
นอกจากผลกระทบทางสรีรวิทยาแล้ว งานวิจัยยังค้นพบความแตกต่างของความเสี่ยงทางระบาดวิทยาที่แปรผันตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ข้อมูลระบุว่าประชากรในทวีปเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือ มีความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคพริกปริมาณมากกับระดับความเสี่ยงโรคมะเร็งที่พุ่งสูงขึ้น ในทางกลับกัน ประชากรในทวีปยุโรปและอเมริกาใต้กลับไม่พบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หรือในบางพื้นที่อาจพบความเสี่ยงที่ลดลงด้วยซ้ำ

 

นักวิจัยอธิบายว่าข้อมูลระดับภูมิภาคที่ไม่เชื่อมโยงกัน อาจเป็นผลมาจากปัจจัยแวดล้อมที่หลากหลายผสมผสานกัน เช่น สายพันธุ์ของพริกที่มีระดับความเผ็ดต่างกัน กรรมวิธีการประกอบอาหาร ความแตกต่างทางพันธุกรรม ไปจนถึงปัจจัยร่วมทางพฤติกรรมสุขภาพที่แตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยได้เน้นย้ำถึงข้อควรระวังในการตีความผลการศึกษาว่า สิ่งที่ค้นพบนี้เป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึง "ความสัมพันธ์" (Association) ทางสถิติเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์ที่ยืนยันว่าพริกคือสาเหตุโดยตรง (Causation) ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากในความเป็นจริงอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ทางพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือสารอาหารชนิดอื่นที่ส่งผลร่วมด้วย นอกจากนี้ การศึกษาก่อนหน้านี้หลายชิ้นยังคงยืนยันถึงสรรพคุณเชิงบวกของสารแคปไซซิน ไม่ว่าจะเป็นการมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ การช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ และการลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจหรือการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ปัจจุบันวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดถึงเกณฑ์ปริมาณการบริโภคพริกที่ถือว่าเป็นระดับอันตราย หรือยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าการบริโภคในระดับปานกลางจะส่งผลเพิ่มความเสี่ยงหรือไม่ บทสรุปสำหรับผู้บริโภคทั่วไปในขณะนี้คือ การรับประทานอาหารรสจัดแต่พอดีและเหมาะสมกับความทนทานของร่างกายตนเองยังคงสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมนิยมบริโภคอาหารรสเผ็ดจัดในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ควรเพิ่มความระมัดระวังและคอยติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยในระยะยาวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเนื้อเยื่อหลอดอาหารอาจเป็นบริเวณที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายจากการระคายเคืองเรื้อรังได้มากที่สุด
 

อ้างอิง

https://www.sciencedaily.com/releases/2026/07/260713084921.htm

 

อัปเดตข่าวเด่นวิทยาศาสตร์ประจำวันได้ที่ เว็บไซต์ Curiosity - Science News Today

Created by
เรียบเรียงโดย ปัณฑารีย์ สมบูรณ์วณิชย์ กองสื่อสารวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
27 Reads
Ribbon