นักบินอวกาศกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย หลังยาน Orion ในภารกิจ Artemis II ลงจอดในมหาสมุทรนอกชายฝั่งซานดิเอโกได้สำเร็จ ปิดฉากภารกิจการส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีอย่างสมบูรณ์ พร้อมข้อมูลล้ำค่าที่จะช่วยวางรากฐานสำคัญให้กับภารกิจส่งมนุษย์กลับไปยังพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้งในอนาคต
วันที่ 10 เม.ย. 2569 เวลาประมาณ 20.07 น. ตามเขตเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ (EDT) ซึ่งตรงกับเช้าวันที่ 11 เม.ย. ตามเวลาประเทศไทย ยานอวกาศ Orion ในภารกิจ Artemis II ได้ลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก (splashdown) อย่างปลอดภัย

หลังจากโมดูลลูกเรือได้แยกออกจากโมดูลบริการ และโมดูลลูกเรือเริ่มดิ่งลงสู่ชั้นบรรยากาศในเวลาประมาณ 19:33 น. ตามเวลา EDT เมื่อยานอวกาศ Orion เดินทางมาถึงชั้นบรรยากาศโลกที่ระดับความสูง 400,000 ฟุตเหนือพื้นผิวโลก โดยมีความเร็ว 35 เท่าของความเร็วเสียง และอยู่ห่างจากจุดลงจอดในทะเลประมาณ 1,956 ไมล์ ณ จุดนี้ ยานอวกาศได้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเบื้องบนเป็นครั้งแรกและเริ่มการลงจอดแบบควบคุม หลังจากนั้นไม่นาน Orion ได้เข้าสู่ช่วงตัดการสื่อสารตามแผน ซึ่งกินเวลาประมาณ 6 นาที เนื่องจากพลาสมาจะก่อตัวขึ้นรอบแคปซูลของลูกเรือระหว่างการให้ความร้อน เวลาประมาณ 20.00 น. (EDT) นาซาได้ติดต่อสื่อสารกับลูกเรือบนยานอวกาศ Orion ได้อีกครั้ง

ที่ระดับความสูง 23,400 ฟุต ร่มชูชีพแบบควบคุมระยะไกลของยาน Orion ได้กางออกเพื่อชะลอและรักษาเสถียรภาพของยานอวกาศ ความเร็วของ Orion ลดลงเหลือ 479 ฟุตต่อวินาที และอยู่ห่างจากจุดลงจอดในทะเล 0.8 ไมล์
ที่ระดับความสูง 5,400 ฟุต ร่มชูชีพขนาดเล็กของยาน Orion ถูกตัดออก และร่มชูชีพหลักทั้งสามกางออก ทำให้ความเร็วลดลงเหลือต่ำกว่า 200 ฟุตต่อวินาที และนำทางยาน Orion ลงจอดในมหาสมุทรในที่สุด ปิดฉากภารกิจการส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีอย่างสมบูรณ์

ก่อนเดินทางกลับสู่โลก ทีมนักบินอวกาศทั้ง 4 คน ได้แก่ Reid Wiseman, Christina Koch, Victor Glover และ Jeremy Hansen ได้ทำการสำรวจทางวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิดเป็นเวลาประมาณ 7 ชั่วโมงระหว่างการบินโฉบดวงจันทร์เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา และนักวิทยาศาสตร์ภาคพื้นดินได้เริ่มวิเคราะห์ข้อมูลล้ำค่าที่ได้รับจากเที่ยวบินประวัติศาสตร์รอบดวงจันทร์ครั้งนี้แล้ว
หนึ่งในสิ่งที่สร้างความตื่นเต้นที่สุดให้แก่ทีมนักวิทยาศาสตร์ คือ การสังเกตเห็น แสงวาบจากการพุ่งชน (Impact flashes) ซึ่งเกิดจากอุกกาบาตขนาดเล็ก (micrometeorites) พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้านมืด ระหว่างช่วงที่ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์จนเกิดสุริยุปราคาจากมุมมองของนักบินอวกาศนานเกือบหนึ่งชั่วโมง พวกเขาได้รายงานการพบเห็นแสงสีขาวขนาดเล็กที่กินเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาทีจำนวน 4 ถึง 6 ครั้ง ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของนักบินอวกาศในอนาคต เนื่องจากช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินได้ว่าอุกกาบาตเหล่านี้พุ่งชนบ่อยเพียงใดและอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์อวกาศหรือสร้างความเสียหายต่อที่พักอาศัยบนดวงจันทร์ได้มากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ ความสามารถในการแยกแยะสีของดวงตามนุษย์ยังเผยให้เห็นรายละเอียดที่กล้องถ่ายภาพทั่วไปไม่สามารถเก็บได้ นักบินอวกาศรายงานว่าพบเฉดสีเขียวบริเวณหลุมอุกกาบาต Aristarchus ที่สว่างไสว และโทนสีน้ำตาลในพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งเฉดสีเหล่านี้ช่วยบอกถึงความแตกต่างทางเคมีของวัสดุบนดวงจันทร์ อย่างไรก็ตาม พวกเขาพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่าแสงจากโลกส่งผลต่อการรับรู้สี โดยเมื่อโลกเคลื่อนเข้ามาอยู่ในสายตา พื้นผิวดวงจันทร์จะดูหม่นลงและเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีน้ำตาลมะกอกที่มีลักษณะผิวแบบด้าน (matte) เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับแสงไว้
ในเชิงธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์เปรียบหลุมอุกกาบาตว่าเป็น "สูตรโกงของนักธรณีวิทยา" เพราะแรงกระแทกได้ช่วยขุดวัสดุจากใต้ดินลึกขึ้นมาให้มนุษย์ได้สังเกต นักบินอวกาศได้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของวัสดุที่พุ่งกระจายออกจากหลุมอุกกาบาต Ohm รวมถึงการมองเห็นชั้นหินบริเวณผนังหลุมอุกกาบาต การสังเกตการณ์ที่แม่นยำเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจประวัติศาสตร์ของระบบสุริยะได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อมูลตัดสินใจว่าควรจะส่งมนุษย์ไปลงจอดที่ตำแหน่งใดในภารกิจหน้าเพื่อให้ได้คุณค่าทางวิทยาศาสตร์สูงสุด

อ้างอิง
https://www.nasa.gov/blogs/missions/2026/04/10/artemis-ii-flight-day-10-re-entry-live-updates/
Grossman, L. (2026, April 9). Even before splashdown, Artemis II is delivering a scientific treasure trove. Science News. https://www.sciencenews.org/article/splashdown-artemis-ii-science-moon
อัปเดตข่าวเด่นวิทยาศาสตร์ประจำวันได้ที่ ทันโลกวิทย์ - Science News Today
