โมกราชินี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk จัดอยู่ในวงศ์ศ์ตีนเป็ด Apocynaceae ชื่อสกุลชื่อสกุล Wrightia เป็นการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ William Wright (1735-1819) แพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตผู้มีคุณูปการสำคัญต่อการศึกษาพรรณไม้ในเขตร้อน
พืชสกุลนี้มีลักษณะเด่นคือใบเรียงตรงข้าม น้ำยางสีขาว และดอกที่โดดเด่น คำระบุชนิด Sirikitiae ตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากการที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า
พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า “การอนุรักษ์” มิใช่เพียงการปลูกป่า แต่คือการ“ปลูกจิตสำนึก”แห่งความรักในผืนดินและผืนน้ำ เพื่ออนาคตของคนรุ่นหลังภายใต้โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆเช่น บ้านเล็กในป่าใหญ่ ป่ารักษ์น้ำ ฯลฯอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
โมกราชินีเป็นพืชถิ่นเดียวพบเฉพาะในประเทศไทย พบครั้งแรกบริเวณเขาหินปูน
จ.สระบุรี มีสถานภาพเป็นไม้หายากและใกล้สูญพันธุ์ ได้มีค้นพบและเก็บตัวอย่างโมกราชินี จากบริเวณเขาหินปูน อ.พระพุทธบาท ต่อมา ดร.ธวัชชัย สันติสุข ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้ ได้ทำการตรวจสอบเอกลักษณ์พืชชนิดนี้ร่วมกับ David John Middleton ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้สกุลโมกชาวอังกฤษ
โมกราชินีได้รับการยืนยันว่าเป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก กรมป่าไม้จึงได้ขอพระราชทานพระนามาภิไธย เป็นชื่อพันธุ์ไม้ชนิดใหม่นี้ ในปี พ.ศ. 2544 และได้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานนามอันเป็นมงคลยิ่ง “โมกราชินี” เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักพฤกษศาสตร์ไทยที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และเพื่อช่วยอนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้มิให้สูญหาย
ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงถึง 10 เมตร มียางสีขาว ลำต้น เปลือกนอก มีตุ่มใหญ่หนาแน่น เปลือกในสีน้ำตาลอ่อนสีเขียวอ่อน กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมประปราย
ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม (opposite) รูปรีหรือรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนแหลมหรือมนขอบเรียบ แผ่นใบด้านล่างมีขนละเอียดช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามปลายกิ่ง มีขนละเอียด ด้านในเกลี้ยงแผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม
ดอก สีขาว รูปดอกเข็ม (salverform) กลิ่นหอมอ่อน ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ๆ ที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนด้านในมีเกล็ดต่อม กลีบดอกสีขาว มีกะบังมี 3 ชั้น กะบังหน้ากลีบดอกแนบติดกลีบดอกเกือบกึ่งหนึ่ง ปลายแยกเป็นแฉก เกสรเพศผู้ 5 อัน อับเรณูรูปหัวลูกศรแนบติดยอดเกสรเพศเมีย รังไข่มีขนประปราย
ผล ผลเป็นฝักคู่ กางออก รูปกระสวย ปลายกว้าง มีช่องอากาศ (lenticel) หนาแน่น เมล็ดรูปแถบ ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ขนกระจุกยาวประมาณ 3 เซนติเมตร
การกระจายพันธุ์ เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย กระจายตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง จนถึงภาคตะวันออกเป็นพืชที่ชอบหินปูน (calcicole) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีแคลเซียมสูงและเป็นด่าง มีถิ่นที่อยู่เฉพาะมักพบบริเวณรอยแตกและซอกหินบนเขาหินปูน หรือที่เรียกว่าภูมิทัศน์คาสต์ (karst landscapes)
การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ
References:
สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand)
https://botany.dnp.go.th/detail.aspx...
QSBG (Queen Sirikit Botanic Garden). 2004. “Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk (APOCYNACEAE).” QSBG Newsletter 10: 13. 1
IUCN. 2024. “The IUCN Red List of Threatened Species.” Version 2024-2. Accessed November 26, 2024. https://www.iucnredlist.org. 1
Royal Botanic Gardens, Kew. n.d. “Isotype of Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk.” Global Plants on JSTOR. Accessed November 26, 2025. https://plants.jstor.org/.../al.ap.specimen.k000630358.
Middleton, David J. 2007. “A New Species of Wrightia (Apocynaceae: Apocynoideae) from Thailand.” Thai Forest Bulletin (Botany) 35: 80–85.
