วงการยายังคงเดินหน้าพัฒนาสารกลุ่มหลอนประสาท โดยมุ่งศึกษาประสิทธิผล ความปลอดภัย และวิธีลดผลข้างเคียงจากการรักษา แม้การขออนุมัติใช้ MDMA เพื่อรักษาภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) เผชิญอุปสรรคในสหรัฐฯ
วารสาร Nature รายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2026 ว่า การพัฒนายากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (psychedelics) เพื่อรักษาความผิดปกติทางจิตเวชกำลังได้รับความสนใจจากบริษัทเภสัชกรรมอีกครั้ง แม้การขออนุมัติใช้ MDMA ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์หลักในยาเสพติดที่นิยมในงานปาร์ตี้อย่างยาอี สำหรับรักษาภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) ในสหรัฐฯ จะถูกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ปฏิเสธในปี 2024
กระแสการลงทุนสะท้อนความสนใจของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทยา Eli Lilly ประกาศแผนเข้าซื้อ AtaiBeckley ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนายากลุ่มนี้ ด้วยมูลค่าสูงสุด 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกรกฎาคม 2026 ขณะที่ AbbVie เข้าซื้อสิทธิ์พัฒนายา bretisilocin ซึ่งเป็นยาหลอนประสาทออกฤทธิ์สั้นที่บริษัท Gilgamesh Pharmaceutical ในนครนิวยอร์กกำลังพัฒนาเพื่อใช้รักษาโรคทางจิตเวช ด้วยมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025
ขณะนี้โครงการพัฒนายาหลอนประสาทหลายโครงการก้าวเข้าสู่การทดลองระยะท้าย สารที่อยู่ระหว่างการศึกษา ได้แก่ MDMA, psilocybin ซึ่งพบในเห็ดบางชนิด และ LSD โดยนักวิจัยกำลังประเมินศักยภาพในการรักษาภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และ PTSD การทดลองเบื้องต้นยังบ่งชี้ว่ายาหลอนประสาทอาจช่วยภาวะอื่นได้ด้วย เช่น ความผิดปกติจากการใช้สารเสพติดและความผิดปกติในการกิน ขณะเดียวกัน ยังมีความพยายามศึกษาคุณสมบัติเฉพาะของยาหลอนประสาทอย่างเจาะจงขึ้น เป้าหมายคือออกแบบยาที่ออกฤทธิ์สั้นลงและทำให้เห็นภาพหลอนน้อยลง การปรับแต่งเหล่านี้อาจทำให้ยานำไปใช้ในคลินิกได้จริงมากขึ้น
ความท้าทายสำคัญคือการออกแบบการทดลองทางคลินิก ตัวอย่างเช่น สถานการณ์ในการทดลองทางคลินิกที่ผู้เข้าร่วมหรือผู้ประเมินคาดเดาได้ว่าผู้เข้าร่วมได้รับยาจริงหรือยาหลอก แม้การทดลองจะถูกออกแบบให้ทุกฝ่ายไม่ทราบก็ตาม (functional unblinding)ทำให้ความคาดหวังอาจมีอิทธิพลต่อการรายงานอาการ และทำให้แยกผลของยาออกจากผลของจิตบำบัดหรือบริบทการรักษาได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกได้ให้แนวทางที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าควรศึกษาและใช้การรักษาเหล่านี้อย่างไร ในเดือนกรกฎาคม 2026 FDA ได้เผยแพร่แนวทางฉบับสมบูรณ์สำหรับการศึกษายาหลอนประสาทในการทดลองทางคลินิก โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการออกแบบการศึกษาและการประเมินยา รวมถึงการลดปัญหาการปกปิดกลุ่มการรักษา อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ายากลุ่มนี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยแล้ว
แม้ผลการทดลองบางส่วนแสดงแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่ยังจำเป็นต้องศึกษาประสิทธิผล ความปลอดภัย ผลข้างเคียง และระยะเวลาที่ผลการรักษาคงอยู่ต่อไป ความก้าวหน้าของยากลุ่มนี้จึงยังต้องอาศัยหลักฐานจากการทดลองทางคลินิกที่มีคุณภาพ ก่อนจะนำไปใช้เป็นการรักษาอย่างแพร่หลาย
อ้างอิง
Peeples, L. (2026, October 27). Why pharma firms are betting billions on psychedelic drugs despite setbacks. Nature. https://www.nature.com/articles/d41586-026-03390-8
U.S. Food and Drug Administration. (2026, July). Psychedelic Drugs: Considerations for Clinical Investigations. https://www.fda.gov/regulatory-information/search-fda-guidance-documents/psychedelic-drugs-considerations-clinical-investigations
Erritzoe, D., et al. (2026). A short-acting psychedelic intervention for major depressive disorder: A phase IIa randomized placebo-controlled trial. Nature Medicine, 32, 591–598. https://doi.org/10.1038/s41591-025-04154-z
Siegel, J. S., Liston, C., Nicol, G. E., et al. (2026). The science of psychedelic medicine. Nature Medicine, 32, 449–462. https://doi.org/10.1038/s41591-025-04194-5
อัปเดตข่าวเด่นวิทยาศาสตร์ประจำวันได้ที่ เว็บไซต์ Curiosity - Science News Today
