มหาพรหมราชินี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mitrephora sirikitiae Weeras., Chalermglin & R.M.K.Saunders จัดอยู่ในวงศ์น้อยหน่า Annonaceae ชื่อสกุล Mitrephora หมายถึง “สวมใส่หมวก”
มีรากศัพท์มากจากภาษากรีกคือ Mitra ซึ่งหมายถึง "เครื่องประดับศีรษะ" หรือ “หมวกสูงของบิชอป” และ Phoretos ซึ่งหมายถึง "ถือ" หรือ "สวมใส่" มาจากโครงสร้างลักษณะเฉพาะที่เกิดจากกลีบดอกวงในสามกลีบ ซึ่งส่วนปลายจะโค้งเข้าหากัน (connivent) เพื่อสร้างโดมรูปหมวกหรือคล้ายหมวกคลุมอยู่เหนือรังไข่
คำระบุชนิด sirikitiae ตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ รวมถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูพืชพรรณในธรรมชาติ สอดคล้องกับชื่อสามัญภาษาไทยที่แปลว่า "พรหมผู้ยิ่งใหญ่ของพระราชินี"
โดยหลังจากการค้นพบ พืชชนิดนี้ได้รับการจำแนกและตั้งชื่ออย่างเป็นทางการโดยทีมนักพฤกษศาสตร์ ได้แก่ Aruna D. Weerasooriya, ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น และ Richard M.K. Saunders และได้ขอพระราชทานชื่อในภายหลัง
มหาพรหมราชินีได้รับการประเมินและถูกจัดในอยู่ในบัญชีสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered - CR) โดยบัญชีแดงของ IUCN จากการที่เป็นพืชถิ่นเดียวและกระจายพันธุ์ในขอบเขตพื้นที่จำกัดเฉพาะบริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
แต่อย่างไรก็ตามมีการเพาะขยายพันธุ์และส่งเสริมให้ปลูกเป็นดอกไม้ประดับอย่างแพร่หลายจากการที่มีดอกใหญ่ รูปลักษณ์สะดุดตาทรงพุ่มสวยงาม ซึ่งมหาพรมราชินีนี้มีปลูกจัดแสดงอยู่ในสวนรุกขชาติพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช.เช่นเดียวกัน
ลักษณะทั่วไปเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 6 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสั้นนุ่มหนาแน่นใบ ใบเรียงเวียน รูปหอก ปลายแหลมหรือแหลมยาว โคนแหลมหรือมน แผ่นใบหนา ด้านล่างเป็นมันวาว มีขนกระจาย เส้นแขนงใบข้างละ 8-11 เส้น โครงสร้างเส้นใบเห็นชัดเจน ก้านใบยาว ปลายใบเรียวแหลมเป็นติ่งสั้นๆ
ดอก ออกช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ๆ ออกตามซอกใบหรือตามรอยแผลใบของกิ่งแก่ มีขนกำมะหยี่หนาแน่น มี 1-3 ดอก มีใบประดับรูปไข่ กลีบเลี้ยง 3 กลีบมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ดอกสีชมพูแกมม่วง มีก้านกลีบ โคนรูปเงี่ยงลูกศร ปลายมน ปลายเชื่อมติดกันรูปคล้ายหมวก สั้นกว่ากลีบวงนอกเล็กน้อย เกสรเพศผู้จำนวนมาก รังไข่มีหลายคาร์เพลแยกกัน
ผล ผลมี 10-15 ผลย่อย มีขนละเอียด ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก รูปไข่เกือบกลมและแบน
การกระจายพันธุ์ พบตามพื้นที่ป่าดิบเขาในบริเวณที่เป็นพื้นที่สังคมพืชเขาหินปูน เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย บริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ ขึ้นในป่าระดับความสูง 1000-1100 เมตร
การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ สารที่เป็นองค์ประกอบที่พบในต้นมหาพรมราชินี มีการนำไปทดสอบการออกฤทธิ์ต่อเซลล์ซึ่งพบว่า สารอินทรีย์ liriodenine และ oxoputerine มีฤทธิ์ที่ดีในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง
References:
Royal Botanic Gardens, Kew. (n.d.). Mitrephora sirikitiae Weeras., Chalermglin & R.M.K. Saunders. In Plants of the World Online. Retrieved October 29, 2025, from https://powo.science.kew.org/.../urn:lsid:ipni.org:names...
Weerasooriya, A. D., Chalermglin, P., & Saunders, R. M. K. (2004). Mitrephora sirikitiae (Annonaceae): A remarkable new species endemic to northern Thailand. Nordic Journal of Botany, 24(2), 201–206.
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (n.d.). มหาพรหมราชินี. พฤกษศาสตร์ป่าไม้. Retrieved October 29, 2025, https://botany.dnp.go.th/plantdb/plantdbdetails.html...
Verspagen, N. & Erkens, R.H.J. 2022. Mitrephora sirikitiae. The IUCN Red List of Threatened Species 2022: e.T179229821A179229823. https://dx.doi.org/.../IUCN.UK.2022-2.RLTS.... Accessed on 29 October 2025.
Anantachoke, N., Lovacharaporn, D., Reutrakul, V., Nuntasaen, N., T-Thienprasert, N., Jaipetch, T., Sirisinha, S., & Pitchuanchom, S. (2016). Cytotoxic compounds from the leaves and stems of Mitrephora sirikitiae. Pharmaceutical Biology, 54(11), 2590–2596.
