ถ้าพูดถึง "บึงโขงหลง" แห่งจังหวัดบึงกาฬ คนส่วนใหญ่นึกถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม บึงน้ำจืดขนาดใหญ่ระดับโลก (Ramsar Site แห่งที่ 2 ของไทย) หรือโครงการอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ที่คอยช่วยแก้ไขปัญหาป้องกันน้ำท่วมให้ชาวอีสานมาอย่างยาวนาน
หนึ่งในเรื่องที่ยังไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงบึงโขงหลงคือ การเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญ บึงโขงหลงมีอัตราการกักเก็บคาร์บอนต่อหน่วยพื้นที่สะสมในดินสูงกว่าป่าบกทั่วไปถึง 3–5 เท่า อินทรียวัตถุ (เศษพืชน้ำ สัตว์น้ำ ตะกอนชีวภาพ) จะตกจมลงสู่ "ก้นบึง" ซึ่งเป็นสภาวะน้ำท่วมขังตลอดปี น้ำจะไม่สัมผัสกับอากาศ ทำให้ออกซิเจนก้นบึงต่ำมาก จุลินทรีย์จึงย่อยสลายได้ช้ามาก คาร์บอนจึงถูก "เก็บไว้ในชั้นตะกอนก้นบึง" อย่างถาวรเป็นเวลาหลายร้อยถึงพันปี
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบัน คือปรากฏการณ์โลกเดือด ร่วมกับการรบกวนของมนุษย์ กำลังจะเปลี่ยนบึงโขงหลงจาก แหล่งกักเก็บคาร์บอน ให้กลายเป็น แหล่งปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล
เนื่องจากการเกิดภาวะภัยแล้งและระดับน้ำลดต่ำลง หากบึงตื้นเขินหรือระดับน้ำลดลงจนชั้นตะกอนก้นบึงสัมผัสกับอากาศ จุลินทรีย์ใช้ออกซิเจนจะเข้ามาย่อยสลายคาร์บอนที่สะสมมานับร้อยปีอย่างรวดเร็ว จึงสามารถเกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มหาศาล
อีกหนึ่งสาเหตุจากการขุดลอกและการเปลี่ยนสภาพพื้นที่โดยขาดการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ หรือการรบกวนชั้นตะกอนเพื่อการก่อสร้าง จะเป็นการนำเอาคาร์บอนที่จมอยู่ใต้น้ำให้ลอยขึ้นมาสัมผัสอากาศและย่อยสลายกลายเป็นก๊าซเรือนกระจกทันที
การร่วมกันดูแลและอนุรักษ์ บึงโขงหลง ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่คือการบริหารจัดการน้ำไม่ให้เหือดแห้ง และหยุดการขุดลอกหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ก้นบึงโดยขาดการศึกษาอย่างถี่ถ้วน เพื่อล็อกคาร์บอนมหาศาลใต้น้ำไว้ และปกป้องอนาคตของพวกเราทุกคนจากวิกฤตสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
