ภัยเงียบจากแสงสว่าง ไฟถนนเปลี่ยนสัญชาตญาณไอโซพอดให้เดินวนจนตาย
Science News Categories
Publish date
08/07/2026
Image
ภัยเงียบจากแสงสว่าง ไฟถนนเปลี่ยนสัญชาตญาณไอโซพอดให้เดินวนจนตาย

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเลม (The Hebrew University of Jerusalem) ได้ค้นพบปรากฏการณ์ทางพฤติกรรมที่ผิดปกติของไอโซพอดบก (Terrestrial isopod) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อตัวกะปิชนิด *Armadillo sordidus* โดยพบว่าแสงสว่างจากไฟถนนในเวลากลางคืน ได้ดึงดูดให้สัตว์เหล่านี้จำนวนมากกว่า 5,000 ตัว มารวมกลุ่มและเคลื่อนที่วนเป็นวงกลมอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า "วังวนมรณะ" (Death spirals) ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกได้เป็นครั้งแรกในประเทศอิสราเอล และเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่ามลภาวะทางแสง (Light pollution) สามารถส่งผลต่อสัญชาตญาณตามธรรมชาติของสัตว์ขนาดเล็กได้อย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ Ecology and Evolution ระบุว่า โดยปกติแล้วไอโซพอดบกสายพันธุ์นี้จะมีพฤติกรรมหลบซ่อนตัวอยู่ใต้ก้อนหินหรือเศษใบไม้ที่เปียกชื้นเพื่อรักษาสภาพความชื้นในร่างกาย คณะนักวิจัยได้ทำการทดลองเพื่อหาสาเหตุของการเปลี่ยนพฤติกรรมมาเดินวนเป็นกลุ่มใหญ่ โดยทดสอบทั้งอิทธิพลของสนามแม่เหล็กและแสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งพบว่าไม่มีผลต่อการเคลื่อนที่ดังกล่าว แต่เมื่อทดสอบด้วยการส่องหลอดไฟแสงสีขาวลงมาในแนวดิ่ง แสงที่ตกกระทบพื้นจะสร้างขอบเขตวงกลมที่ชัดเจน และดึงดูดให้สัตว์เหล่านี้เริ่มเคลื่อนที่ตามแนวขอบแสงนั้น เมื่อมีจำนวนเข้ามาสมทบมากขึ้น จึงเกิดเป็นแรงขับเคลื่อนให้พวกมันเดินวนเป็นวงกลมขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องด้วยตนเองโดยไม่อาจหลุดออกมาได้
คณะนักวิจัยประเมินว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่การแสดงออกทางสังคมหรือการรวมกลุ่มเพื่อผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ เนื่องจากส่วนใหญ่ที่พบในวงล้อมคือเพศเมียที่กำลังอุ้มไข่ ปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือนหลุมพรางที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยมนุษย์ การที่สัตว์เหล่านี้ถูกล่อลวงออกจากแหล่งอาศัยที่ปลอดภัยและต้องเคลื่อนที่วนไปมา ไม่เพียงแต่ทำให้พวกมันสูญเสียพลังงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ล่าตามธรรมชาติ เช่น ตะขาบ สามารถเข้ามาจู่โจมได้ง่ายยิ่งขึ้น การค้นพบนี้จึงตอกย้ำให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพียงเล็กน้อยอย่างการติดตั้งไฟถนน สามารถส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบนิเวศและพฤติกรรมดั้งเดิมของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มักถูกละเลยได้

ภาพประกอบ
 
 
ที่มาของภาพ.  https://doi.org/10.1002/ece3.73487


ที่มาของแหล่งข้อมูล (Reference) 
https://www.sciencedaily.com/releases/2026/06/260626125707.htm

ค้นคว้าเพิ่มเติม (แนะนำแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม) 
https://doi.org/10.1002/ece3.73487
 

Created by
เรียบเรียงโดย นายปิโยรส เปรมเสถียร กองสื่อสารวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
3 Reads
Ribbon