ญี่ปุ่นส่งยาน MMX มุ่งหน้าดวงจันทร์โฟบอส เพื่อเก็บตัวอย่างจากระบบดาวอังคารกลับโลก
Publish date
22/10/2026
Image
1

ยาน MMX ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ขึ้นจากฐานทาเนกาชิมะแล้ว มีเป้าหมายเก็บตัวอย่างจากจากพื้นผิวโฟบอส (Phobos) ดวงจันทร์ของดาวอังคาร แล้วนำกลับมาถึงโลกในราว 5 ปีข้างหน้า ที่อาจช่วยไขปริศนาว่าดวงจันทร์คู่ของดาวอังคารมาจากไหน 

 

ยานสำรวจดวงจันทร์ของดาวอังคาร (Martian Moons eXploration: MMX) ของ JAXA ขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด H3 จากศูนย์อวกาศทาเนกาชิมะ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2026 เวลา 02.41 น. ตามเวลาประเทศไทยโดยภารกิจนี้จะสำรวจดวงจันทร์บริวารทั้งสองดวงของดาวอังคาร คือ โฟบอส (Phobos) และดีมอส (Deimos) และจะเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวโฟบอสกลับมายังโลก หากสำเร็จ MMX จะเป็นยานลำแรกที่เดินทางกลับโลกจากวงโคจรดาวอังคาร และตัวอย่างที่ได้จะเป็นตัวอย่างชุดแรกจากระบบดาวอังคารที่ถูกนำกลับมา

 

โฟบอสเป็นดวงจันทร์ดวงที่ใหญ่กว่าจากทั้งหมดสองดวงของดาวอังคาร บนพื้นผิวเต็มไปด้วยร่องรอยจากการถูกวัตถุขนาดเล็กพุ่งชนมานานนับพันปี (เครดิตภาพ: NASA/JPL-Caltech/University of Arizona)

 

ภาพที่บันทึกได้โดยยาน Mars Reconnaissance Orbiter ของ NASA เผยให้เห็นว่าพื้นผิวของดาวจันทร์ดีมอส (Deimos) ส่วนใหญ่มีความเรียบเนียน โดยมีเพียงหลุมอุกกาบาตที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ปรากฏอยู่เท่านั้น (เครดิตภาพ: NASA/JPL/University of Arizona)

 

ตามแผน ยานจะใช้เวลาเดินทางราว 10 เดือนและถึงดาวอังคารในเดือนสิงหาคม 2027 จากนั้นจะปลดโมดูลขับเคลื่อนทิ้งแล้วเข้าสู่วงโคจรแบบกึ่งดาวบริวาร (quasi-satellite orbit) รอบโฟบอส ในวงโคจรนี้ยานจะโคจรรอบดาวอังคารไปพร้อมกับโฟบอส คล้ายรถสองคันที่วิ่งรอบสนามคู่กันไป ทำให้ยานอยู่ใกล้โฟบอสตลอด ยานจะใช้เวลาราว 3 ปีในการศึกษาโฟบอส ซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 22 กิโลเมตรและมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ทั้งทำแผนที่ภูมิประเทศ วิเคราะห์องค์ประกอบ และเลือกจุดลงจอด

 

องค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ รถสำรวจ IDEFIX ซึ่งศูนย์การศึกษาอวกาศแห่งชาติฝรั่งเศส (CNES) และศูนย์การบินและอวกาศเยอรมนี (DLR) พัฒนาร่วมกัน โดยมี INTA ของสเปน มหาวิทยาลัยโตเกียว และ JAXA ร่วมสนับสนุน รถคันนี้จะถูกปล่อยจากความสูงราว 40 เมตรเหนือผิวโฟบอสในช่วงปลายปี 2028 - ต้นปี 2029 ระหว่างที่ยานแม่ซ้อมลงจอด จากนั้นจะตกลงอย่างอิสระ พลิกตัวตั้งตรงเอง แล้วออกสำรวจพื้นผิว ทีมผู้พัฒนาที่นำเสนอในการประชุม ACM 2026 ระบุว่า IDEFIX มีกล้องสเตอริโอ NavCam สำหรับถ่ายภาพพื้นที่ด้านหน้า กล้อง WheelCam สองตัวที่จับภาพจุดที่ล้อสัมผัสพื้นเพื่อศึกษาคุณสมบัติของชั้นหินและฝุ่นละอองบนพื้นผิว (regolith) เครื่องวัดสเปกตรัมรามาน (Raman spectrometer) สำหรับวิเคราะห์แร่ และเรดิโอมิเตอร์ miniRAD สำหรับวัดอุณหภูมิผิว ข้อมูลจากรถจะใช้ทั้งเพื่อการวิจัยและเพื่อเตรียมการลงจอดเก็บตัวอย่างของยานแม่
 

ภาพจำลอง IDEFIX บนพื้นผิวดาวบริวารโฟบอส (เครดิตภาพ: CNES/DLR/JAXA (ASTERIX® OBELIX® IDEFIX® © Année LES EDITIONS ALBERT RENE / GOSCINNY-UDERZO))

 

ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของดาวอังคาร (Martian Moons eXploration หรือ MMX) ของ JAXA จะดำเนินการศึกษาดวงจันทร์โฟบอสและดีมอส เครดิต: JAXA

 

การเก็บตัวอย่างอาจเริ่มได้เร็วที่สุดในเดือนธันวาคม 2028 ยานจะลงจอดสองครั้ง แต่ละจุดใช้อุปกรณ์สองแบบ คือ หัวเจาะแกน (C-sampler) และหัวเก็บแบบใช้แรงดันแก๊ส (P-sampler) มีเป้าหมายเก็บวัสดุอย่างน้อย 10 กรัมใส่แคปซูลก่อนขึ้นจากพื้น เมื่อจบช่วงสำรวจโฟบอส ยานจะเปลี่ยนวงโคจรในปี 2030 เพื่อบินผ่านดีมอสหลายครั้ง แล้วออกจากดาวอังคารราวปลายปี 2030 ใช้เวลาเดินทางกลับโลกอีกราว 8 เดือน แคปซูลตัวอย่างมีกำหนดลงที่พื้นที่วูเมอรา (Woomera) ประเทศออสเตรเลีย ในปี ค.ศ. 2031

 

คำถามหลักที่ภารกิจต้องการตอบ คือ โฟบอสและดีมอสเกิดขึ้นได้อย่างไร ปัจจุบันมีสองแนวคิดหลัก แนวคิดแรกเสนอว่าทั้งสองดวงเป็นดาวเคราะห์น้อย (asteroid) ที่ถูกแรงโน้มถ่วงของดาวอังคารดึงดูดไว้ แนวคิดที่สองเสนอว่าเกิดจากเศษหินที่กระเด็นออกมาเมื่อดาวอังคารถูกวัตถุขนาดใหญ่ชนในอดีต แล้วเศษเหล่านั้นจับตัวกันขึ้นใหม่ ทั้งสองแนวคิดให้องค์ประกอบทางเคมีที่ต่างกัน หากเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกดึงดูดมา เนื้อหินควรเก็บธาตุระเหยง่าย (volatile elements) เช่น ไฮโดรเจน คลอรีน โซเดียม และโพแทสเซียม ไว้ได้มากกว่า แต่หากเกิดจากการชน ความร้อนรุนแรงน่าจะทำให้ธาตุเหล่านี้ระเหยหายไปมาก

 

เครื่องมือที่จะตรวจสอบเรื่องนี้เบื้องต้นบนดาว คือ MEGANE ซึ่งเป็นเครื่องวัดสเปกตรัมรังสีแกมมาและนิวตรอนที่ติดตั้งอยู่บนโมดูลสำรวจ พัฒนาโดยห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ (APL) นักวิทยาศาสตร์ของ JAXA คาดว่าตัวอย่างบางส่วนอาจเป็นเนื้อหินจากดาวอังคารเอง ที่ถูกดาวเคราะห์น้อยชนจนกระเด็นมาตกบนโฟบอสในอดีต ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตัวอย่างนี้อาจเก็บร่องรอยประวัติทางธรณีวิทยาของดาวอังคารไว้ด้วย
 

แผนภาพไอโซโทปออกซิเจนที่แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนของออกซิเจนระหว่างโลก ดาวอังคาร และดาวเคราะห์น้อย หากโฟบอส (Phobos) เป็นเศษเสี้ยวโบราณของดาวอังคารจริง มันก็อาจเป็นองค์ประกอบที่เก่าแก่และดั้งเดิมที่สุดของดาวอังคาร (เครดิตภาพ: Open University, CC BY-NC-SA)

 

อย่างไรก็ตาม ภารกิจยังมีความไม่แน่นอนหลายด้าน ต้นกำเนิดของดวงจันทร์ทั้งสองยังไม่มีข้อสรุป และอาจเป็นแบบผสมระหว่างสองแนวคิดก็ได้ MEGANE ตรวจได้ลึกจากผิวเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร ผลที่แม่นยำจึงต้องรอการวิเคราะห์ตัวอย่างจริงในห้องปฏิบัติการบนโลก ส่วนการลงจอดของรถสำรวจ IDEFIX บนดาวที่แรงโน้มถ่วงต่ำมากก็มีความเสี่ยง และทุกกำหนดการข้างต้นจะเป็นไปตามแผนได้ก็ต่อเมื่อภารกิจราบรื่นตลอดเกือบ 5 ปี

 

Tom Statler ผู้บริหารโครงการ MMX ฝั่ง NASA ชี้ว่า โฟบอสและดีมอสมีความน่าสนใจ แต่ไม่ใช่เพียงเพราะตัวมันเอง การรู้ว่าดวงจันทร์เหล่านี้มาจากไหนจะช่วยให้เข้าใจประวัติของดาวอังคาร และเชื่อมโยงไปถึงความเข้าใจเรื่องการกำเนิดของโลกด้วย ภารกิจนี้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ NASA สนับสนุนเครื่องมือ MEGANE อุปกรณ์ P-sampler และงบประมาณราว 87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะได้รับตัวอย่างอย่างน้อยร้อยละ 15 องค์การอวกาศยุโรป (ESA) ช่วยด้านการสื่อสารผ่านเครือข่ายสถานีภาคพื้นดิน Estrack และ Deep Space ส่วนตัวยานทั้งสามโมดูลหลักสร้างโดยบริษัทมิตซูบิชิ อิเล็กทริก
 

อ้างอิง
Josh Dinner, “Returning samples from a Mars moon: Inside the science of Japan’s bold MMX mission,”. https://www.space.com/space-exploration/missions/returning-samples-from…
Ulamec, S. et al., “MMX Rover IDEFIX, Looking Forward to Launch and In-Situ Science from Phobos,” Asteroids, Comets, Meteors (ACM) 2026. https://elib.dlr.de/225952/1/ACM2026%20-%20Idefix.pdf
Kuramoto, K. et al. (2022). Martian moons exploration MMX: Sample return mission to Phobos elucidating formation processes of habitable planets. Earth, Planets and Space, 74(1), 12. https://link.springer.com/article/10.1186/s40623-021-01545-7
 

อัปเดตข่าวเด่นวิทยาศาสตร์ประจำวันได้ที่ เว็บไซต์ Curiosity - Science News Today

Created by
เรียบเรียงโดย แก้วนภา ชวาร์ซ กองสื่อสารวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
18 Reads
Ribbon