ประเทศไทยขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว ตอบโจทย์ความยั่งยืนระดับโลก
Science News Categories
Publish date
29/04/2026
Image
1

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย เดินหน้าปฏิรูประบบ อว. วางRoadmap สู่ Green Transformation ผลักดันนวัตกรรมสีเขียวเป็นหัวใจหลัก ฝ่ากำแพงภาษีคาร์บอนและความท้าทายระดับโลก

 

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศจุดยืนเชิงนโยบายครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ผ่านปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation” ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) โดยระบุว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ถูกกดดันด้วยค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง นวัตกรรมสีเขียวไม่ใช่เพียงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่คือ ทางรอดของประเทศ ที่อาจดึงเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจไทย หากประเทศไม่เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคาร์บอนต่ำตั้งแต่วันนี้ จะต้องเผชิญกับกำแพงภาษีคาร์บอนและสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกอย่างถาวร

 

ยุทธศาสตร์หลักที่ รมว.อว. วางไว้คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 2 กลไกหลัก คือ 1) การอัปเกรดฐานอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First S-Curve) ทั้งภาคเกษตรผ่านระบบเกษตรแม่นยำ ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนในระยะยาว และ 2) การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Industries) อาทิ เทคโนโลยีอวกาศและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่ไปกับการต่อยอดโมเดลเศรษฐกิจ BCG ไปสู่การเป็น “เศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ” อากาศสะอาด อาหารปลอดภัย และเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย โดยย้ำชัดว่ากระบวนการผลิตต้องโปร่งใสและเป็นธรรม ต้องไม่มีการเอาเปรียบแรงงานหรือสร้างความไม่เท่าเทียม เพราะคุณค่าของนวัตกรรมสีเขียวที่แท้จริงต้องรวมถึงมิติด้านสังคมและมนุษย์ด้วย

 

ในส่วนของการปฏิรูประบบวิจัยและพัฒนา ศ. ดร.ยศชนัน ได้เสนอแนวคิดการ “ฉีกตำราวิจัยแบบเดิม” ที่มักเริ่มต้นจากความถนัดของนักวิจัยแล้วค่อยมองหาตลาด ซึ่งถือว่าล่าช้าเกินไปสำหรับวิกฤตโลกปัจจุบัน โดยให้เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ "Backcasting" คือการปักหมุดเป้าหมายความสำเร็จของประเทศในปี ค.ศ. 2030 เป็นตัวตั้ง แล้วจึงย้อนกลับมาวาง Roadmap งานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างตรงจุด เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด พร้อมปรับบทบาทของกระทรวง อว. ให้เป็นมากกว่าผู้กำกับดูแล แต่เป็นทั้งผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Builder) ผู้บูรณาการระบบ (System Integrator) และตัวเร่งการขยายผล (Accelerator) ที่พร้อมส่งเสริมนวัตกรไทยให้ไประดมทุนในตลาดโลกผ่านนโยบาย “การทูตวิทยาศาสตร์” (Science Diplomacy) ที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

 

นอกจากนี้ รมว.อว. ยังได้ถอดบทเรียนจากการเสียโอกาสในอดีตที่ไทยมักขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริง โดยเสนอให้เหล่านักวิจัยใช้แนวคิด “ยืนบนไหล่ยักษ์” (Standing on the shoulders of giants) คือการไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ แต่ให้ต่อยอดจากเทคโนโลยีและสิทธิบัตรระดับโลกที่ได้รับการยอมรับแล้ว รวมถึงการเลิกมุ่งหวังเพียงการอ้างอิงในวารสารวิชาการ แต่ต้องเป็นการตีพิมพ์แบบพุ่งเป้าเพื่อดึงดูดกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ให้เข้ามาหาเอง พร้อมเตรียมพลิกโฉม สวทช. ให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานร่วม” (Shared Infrastructure) ของประเทศ เพื่อลดอุปสรรคด้านต้นทุนเครื่องมือและสนับสนุนให้นักวิจัยกล้าลงมือทำวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ได้อย่างเต็มที่

 

กระทรวง อว. ได้กำหนดหมุดหมายความสำเร็จภายในปี ค.ศ. 2030 ไว้อย่างชัดเจน 4 มิติ ได้แก่ การผลักดันให้ GDP จากเศรษฐกิจสีเขียวเติบโตเพิ่มขึ้น 3% การพัฒนาและเตรียมความพร้อมกำลังคนคุณภาพ 20 ล้านคน การลดความเสี่ยงด้านคาร์บอนของประเทศลง 30% และการสร้างนวัตกรรมที่สามารถทำกำไรเชิงพาณิชย์ได้จริงจำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 ชิ้น โดย ศ. ดร.ยศชนัน ยืนยันในตอนท้ายว่า พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังและพร้อมจะเป็นผู้รับความเสี่ยงรวมถึงแรงปะทะแทนนักวิจัยทุกคน เพื่อให้บุคลากรสายวิทยาศาสตร์และนวัตกรทั่วประเทศสามารถสวมบทบาทเป็น “กองหน้า” เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 

 

 

อ้างอิง

posttoday. (2026, April 28). “ยศชนัน” ปรับ อว.ดันนวัตกรรมสีเขียว สู่ทางรอดเศรษฐกิจไทย
https://www.posttoday.com/smart-city/741581

https://www.nstda.or.th/home/news_post/green-transformation-nstda-mhesi-20260427/

 

อัปเดตข่าวเด่นวิทยาศาสตร์ประจำวันได้ที่ ทันโลกวิทย์ - Science News Today

 

Created by
เรียบเรียงโดย ธนพล เพ็ชรเย็น กองสื่อสารวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
18 Reads
Ribbon