Artemis II ร่วมลุ้นส่งมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี
Publish date
01/04/2026
Image

จับตาภารกิจส่งนักบินอวกาศเดินทางรอบดวงจันทร์ด้วยจรวด SLS และยาน Orion เตรียมปล่อย 2 เมษายน 2026 ช่วงเช้า (ตามเวลาไทย) วางรากฐานสำหรับการสำรวจดวงจันทร์และดาวอังคารโดยมนุษย์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในอนาคต

 

องค์การนาซา (NASA) เตรียมสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งกับภารกิจ Artemis II ซึ่งเป็นการส่งมนุษย์กลับไปสู่บริเวณดวงจันทร์อีกครั้งนับตั้งแต่ยุค Apollo เมื่อกว่า 50 ปีก่อน โดยกำหนดการล่าสุดในการปล่อยจรวด คือ วันที่ 1 เมษายน 2026 จากศูนย์อวกาศเคนเนดี สหรัฐอเมริกา ช่วงเวลาปล่อยอยู่ระหว่าง 18:24–20:24 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ (EDT) สำหรับประเทศไทย จะตรงกับช่วงเวลาระหว่าง 05:24–07:24 น. ของวันที่ 2 เมษายน 2026 (เวลาเร็วกว่าประมาณ 11 ชั่วโมง) โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ที่ YouTube NASA 


Artemis II เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก Artemis I ที่ส่งยานอวกาศไร้นักบินอวกาศในปี 2022 และจะแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่หลากหลายซึ่งจำเป็นสำหรับภารกิจในห้วงอวกาศลึก โดยภารกิจนี้จะพานักบินอวกาศ 4 คนที่มีความหลากหลาย ประกอบด้วย Reid Wiseman (ผู้บัญชาการชาวอเมริกัน) Victor Glover (นักบินซึ่งเป็นชายผิวสีคนแรกที่เดินทางไปไกลถึงระดับวงโคจรรอบดวงจันทร์) Christina Koch (ผู้เชี่ยวชาญภารกิจซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ไปสู่ดวงจันทร์) และ Jeremy Hansen (ผู้เชี่ยวชาญภารกิจซึ่งเป็นนักบินอวกาศขององค์การอวกาศแคนาดา) เดินทางด้วยยาน Orion ที่ติดตั้งบนจรวดขนาดยักษ์ Space Launch System (SLS) ซึ่งเป็นหนึ่งในจรวดที่ทรงพลังที่สุดที่เคยสร้างขึ้น โดย SLS ใช้หลักการขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว ให้แรงขับมหาศาลพอจะส่งมนุษย์ออกนอกวงโคจรโลกได้
 

Artemis 2 crews
จากซ้าย ได้แก่ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และ Jeremy Hansen ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันขณะเยี่ยมชมจรวด SLS (Space Launch System) และยานอวกาศ Orion ของ NASA ในวันจันทร์ที่ 30 มี.ค. 2026 ณ ฐานปล่อยจรวด 39B ของศูนย์อวกาศ Kennedy ในรัฐ Florida เครดิตภาพ: NASA/Bill Ingalls

 

เทคโนโลยีสำคัญที่อยู่เบื้องหลังภารกิจ Artemis II
•    SLS (Space Launch System): เป็นส่วนสำคัญของภารกิจสำรวจอวกาศห้วงลึก SLS เป็นจรวดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับส่งยาน Orion นักบินอวกาศ และสัมภาระไปยังดวงจันทร์ได้โดยตรงในการปล่อยครั้งเดียว
•    Orion: ยานอวกาศที่ออกแบบให้ทนรังสีอวกาศและรองรับการดำรงชีวิตมนุษย์ในอวกาศ 
•    Heat shield: เกราะกันความร้อนที่ต้องทนความเร็วกลับสู่โลกประมาณ 40,000 กม./ชม. 
•    Life support system: ระบบควบคุมอากาศ น้ำ และอุณหภูมิในสภาพไร้น้ำหนัก 

 

Artemis II จะใช้เส้นทางแบบ free-return trajectory หรือวงโคจรที่อาศัยแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ช่วยเหวี่ยงยานกลับสู่โลกโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัย เพราะแม้ระบบขับเคลื่อนขัดข้อง ยานยังสามารถกลับโลกได้ตามแรงโน้มถ่วง เป็นหลักฟิสิกส์เดียวกับที่ใช้ในยุค Apollo ภารกิจนี้มีระยะเวลาประมาณ 10 วัน โดยนักบินอวกาศจะบินอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ (far side) ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่สามารถติดต่อกับโลกได้ชั่วคราวเพราะดวงจันทร์บังสัญญาณวิทยุ และจะกลับสู่โลกด้วยการตกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

 

Artemis II ไม่ได้เป็นเพียงการไปดวงจันทร์อีกครั้ง แต่คือการทดสอบระบบสนับสนุนชีวิตและการสำรวจอวกาศ เช่น การอยู่รอดนอกสนามแม่เหล็กโลก ที่ปกติช่วยป้องกันรังสี การสื่อสารระยะไกลระดับหลายแสนกิโลเมตร หรือการควบคุมยานในสภาพไร้น้ำหนักและแรงโน้มถ่วงต่ำ ข้อมูลจากภารกิจนี้จะถูกนำไปใช้ใน Artemis III ซึ่งมีเป้าหมายพามนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์อีกครั้ง และต่อยอดไปสู่การสำรวจดาวอังคารในอนาคต
 

อ้างอิง

https://www.nasa.gov/mission/artemis-ii/ 
https://www.sciencealert.com/nasa-begins-countdown-for-humanitys-first-moon-launch-in-53-years
https://www.nasa.gov/blogs/missions/2026/03/31/nasa-teams-readying-artemis-ii-moon-rocket-for-launch/
 

Created by
เรียบเรียงโดย แก้วนภา ชวาร์ซ กองสื่อสารวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
26 Reads
Ribbon