การทดลองแบบสุ่มในวัยรุ่น 476 คนที่คุมไวรัส HIV ได้ดีอยู่แล้วด้วยยากิน พบว่ากลุ่มที่เปลี่ยนมาใช้ยาฉีด cabotegravir–rilpivirine มีไวรัสกลับมาสูงขึ้นน้อยกว่ากลุ่มที่กินยาต่อ แต่ยานี้ยังมีราคาสูงและยังหาได้ยากในประเทศรายได้น้อยถึงปานกลาง
งานวิจัยนำโดยทีมจากมหาวิทยาลัย Zimbabwe และหน่วยงานวิจัยทางคลินิก มหาวิทยาลัย University College London (UCL) สหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2026 แสดงผลการทดลองในแอฟริกาชี้ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการรักษา HIV อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมปริมาณไวรัสในกลุ่มวัยรุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้เข้าร่วม 476 คนเป็นวัยรุ่นอายุ 12-19 ปี จาก 5 คลินิกในเคนยา แอฟริกาใต้ ยูกันดา และซิมบับเว เกือบทั้งหมด (ร้อยละ 98) ได้รับเชื้อตั้งแต่แรกเกิดจากแม่ ทุกคนกินยาต้านไวรัสมานานกว่า 1 ปี สามารถกดเชื้อ HIV ได้อย่างสมบูรณ์ (ตรวจไม่พบเชื้อ ไวรัสน้อยกว่า 50 copies/mL) และไม่เคยมีประวัติการรักษาล้มเหลว โดยนักวิจัยสุ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกกินยาเม็ดรวม dolutegravir–lamivudine–tenofovir (TLD) วันละครั้งต่อไป ซึ่งเป็นสูตรมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ กลุ่มที่สองได้ยาฉีดที่ออกฤทธิ์ได้นาน ประกอบด้วย cabotegravir 600 มิลลิกรัม และ rilpivirine 900 มิลลิกรัมทุก 8 สัปดาห์
หลังจากติดตามครบ 96 สัปดาห์ มีวัยรุ่นในกลุ่มยาฉีดเพียง 2 คนจาก 235 คน (ประมาณร้อยละ 0.9) ที่มีไวรัสกลับมาสูงขึ้นซ้ำ (viral rebound) ส่วนกลุ่มยากินมี 15 คนจาก 241 คน (ประมาณร้อยละ 6.4) ซึ่งชี้ว่ายาฉีดไม่ด้อยกว่ายากิน และยังดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติด้วย งานวิจัยในผู้ใหญ่ก่อนหน้านี้แสดงเพียงว่ายาฉีดไม่ด้อยกว่ายากิน แต่ไม่เคยพบว่าดีกว่า อย่างไรก็ตาม ความต่างระหว่างสองกลุ่มเห็นชัดที่เกณฑ์วัดจำนวนไวรัส 50 copies/mL เมื่อใช้เกณฑ์ที่สูงขึ้น เช่น 200 หรือ 1,000 copies/mL ความต่างจะเล็กลงจนไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
ศาสตราจารย์ Sarah Pett หัวหน้าทีมวิจัยจาก UCL กล่าวว่า "วัยรุ่นที่มีเชื้อ HIV มีผลการรักษาด้วยยาต้านไวรัสแย่กว่าผู้ใหญ่มาโดยตลอด การกินยาทุกวันมาพร้อมกับการถูกล้อเลียนและการตีตรา ยาฉีดออกฤทธิ์นานที่ฉีดทุก 8 สัปดาห์ช่วยให้วัยรุ่นใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น" ข้อมูลนี้สอดคล้องกับความเห็นของผู้เข้าร่วม ในกลุ่มยาฉีดที่ตอบแบบสอบถาม โดยร้อยละ 94 บอกว่ายาฉีดง่ายกว่าการกินยาทุกวันมาก
ในด้านความปลอดภัย ยังไม่พบปัญหาใหม่ที่น่ากังวล อาการข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคืออาการบริเวณที่ฉีด เช่น อาการปวด ที่ส่วนใหญ่เป็นระดับเบาและหายในราว 3 วัน และไม่มีใครเลิกใช้ยาเพราะอาการนี้ มีผลข้างเคียงร้ายแรงที่เกี่ยวกับยาฉีดเพียง 1 ราย คือภาวะภูมิไวเกิน (hypersensitivity) และตลอดการทดลองมีผู้เข้าร่วม 7 คนหยุดยาฉีดถาวรด้วยเหตุผลต่าง ๆ นอกจากนี้ กลุ่มยาฉีดมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มยากินประมาณ 1 กิโลกรัมเมื่อครบ 96 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยได้ระบุข้อจำกัดไว้หลายข้อ ผู้เข้าร่วมเป็นวัยรุ่นที่คุมไวรัสได้ดีและมารับบริการสม่ำเสมออยู่แล้ว ผลจึงอาจใช้ไม่ได้ตรง ๆ กับวัยรุ่นที่กินยาไม่สม่ำเสมอหรือเคยรักษาล้มเหลว ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจได้ประโยชน์มากที่สุด การทดลองยังคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงฆ่าตัวตายระดับปานกลางถึงสูงออก และผู้เข้าร่วมมีผู้ที่ได้รับเชื้อทางเพศสัมพันธ์น้อยมาก และการดูแลในการทดลองก็เข้มข้นกว่าปกติ ร้อยละ 99 ของการฉีดเกิดขึ้นตรงเวลา และผู้เข้าร่วมทั้งสองกลุ่มไปพบเจ้าหน้าที่ทุก 8 สัปดาห์ การทดลองนี้เป็นแบบเปิดเผยที่ผู้เข้าร่วมรู้ว่าตัวเองได้ยาแบบใด ซึ่งอาจมีผลต่อความพึงพอใจที่รายงาน และยังไม่ได้ประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
อุปสรรคใหญ่ยังคงเป็นการเข้าถึงยา เนื่องจากยาทั้งสองตัวยังติดสิทธิบัตร ราคาสูงกว่ายาเม็ด rilpivirine ต้องเก็บในตู้เย็นระหว่างขนส่งและเก็บรักษา และต้องเป็นพยาบาลที่ผ่านการฝึกฝนฉีดให้ทุก 8 สัปดาห์ ในขณะที่ผู้กินยาเม็ดอาจไปคลินิกเพียงทุก 3 หรือ 6 เดือน ดร. Deborah Ford จาก UCL ระบุว่า การที่ยาฉีดยังหาไม่ได้ในแอฟริกาเสี่ยงทำให้ความเหลื่อมล้ำในการรักษา HIV กว้างขึ้น ทั้งที่วัยรุ่นที่มีเชื้อ HIV 9 ใน 10 คนอาศัยอยู่ในแอฟริกา ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกแนะนำยาฉีดชนิดนี้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่คุมไวรัสได้แล้วด้วยยากินและไม่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี นักวิจัยคาดว่าผลจากการทดลองนี้จะเป็นหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขยายการใช้ยาฉีดในวัยรุ่น และยังต้องศึกษาต่อในวัยรุ่นกลุ่มที่กินยาไม่สม่ำเสมอ
ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV ยอดสะสมประมาณ 5 แสนคน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ราว 8,000–9,000 คนต่อปี สูตรยามาตรฐานที่แนวทางการรักษาของไทยแนะนำคือ TLD ซึ่งเป็นสูตรเดียวกับกลุ่มเปรียบเทียบในการทดลองนี้ ส่วนยาฉีด cabotegravir–rilpivirine ได้รับอนุมัติในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ 2021 และขยายให้วัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไปที่หนักอย่างน้อย 35 กิโลกรัมในปี 2022 ยานี้อาจเป็นทางเลือกในอนาคต แต่ยังมีราคาค่อนข้างสูงในบริบทของไทย ด้านการป้องกัน กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กำลังเตรียมหน่วยบริการ PrEP LEN ซึ่งเป็นยาฉีดป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อที่ฉีดทุก 6 เดือน เป็นคนละยาและคนละวัตถุประสงค์กับยาฉีดเพื่อรักษาในงานวิจัยนี้
อ้างอิง
https://scitechdaily.com/long-acting-hiv-shots-could-solve-a-major-trea…
Bwakura-Dangarembizi M, et al. “Switch to injectable cabotegravir–rilpivirine given every 8 weeks in adolescents living with HIV with virological suppression in sub-Saharan Africa (LATA)” The Lancet 2026; 408: 1485–98 DOI: 10.1016/S0140-6736(26)01537-0
พรเพ็ญ ลือวิทวัส. "ยาฉีด cabotegravir/rilpivirine ในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี" วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน 2022; 18(3): 1–12
https://www.ddc.moph.go.th/das/news.php?news=60645
https://www.ddc.moph.go.th/das/news.php?news=60645
อัปเดตข่าวเด่นวิทยาศาสตร์ประจำวันได้ที่ เว็บไซต์ Curiosity - Science News Today
