โศกนาฏกรรม "หวังฟุกคอร์ต" จุดชนวนการปฏิรูปความปลอดภัยอัคคีภัยครั้งใหญ่
Publish date
29/11/2025
Image
HK

เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่กลุ่มอาคารที่พักอาศัย หวังฟุกคอร์ต (Wang Fuk Court) ในเขตไท่โป ในฮ่องกง เมื่อวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 กลายเป็นโศกนาฏกรรมอัคคีภัยที่ร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปีของฮ่องกง โดยมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย และมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก และได้สร้างกระแสเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปความปลอดภัยด้านอัคคีภัยครั้งใหญ่ของฮ่องกง

 

เหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่กลุ่มอาคารที่พักอาศัย หวังฟุกคอร์ต (Wang Fuk Court) ในเขตไท่โป ในฮ่องกง เมื่อวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน ได้กลายเป็นโศกนาฏกรรมอัคคีภัยที่ร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปีของฮ่องกง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างไม่เป็นทางการ ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 94 ราย และมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ทำลายอาคารไป 7 ใน 8 หลังนี้ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เกรนเฟลล์ทาวเวอร์ในลอนดอนปี 2560 และได้จุดชนวนความโกรธแค้นและความกังวลครั้งใหญ่เกี่ยวกับความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยราคาไม่แพงในเมืองที่มีความหนาแน่นสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

hk1
ภาพจาก https://www.sanook.com/news/9858954/ 

 

HK2
ภาพจาก https://mgronline.com/around/detail/9680000113522 

 

HK3
ภาพจาก https://mgronline.com/around/detail/9680000113522 

 

สาเหตุเบื้องต้นของโศกนาฏกรรมถูกพุ่งเป้าไปที่ความประมาทในการซ่อมบำรุงอาคารที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล โดยเฉพาะการใช้ นั่งร้านไม้ไผ่ ซึ่งเป็นเทคนิคการก่อสร้างแบบดั้งเดิมของฮ่องกง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าในสภาพอากาศแห้งของฮ่องกง นั่งร้านไม้ไผ่และวัสดุเสริมที่ติดไฟง่ายอย่างตาข่ายนิรภัยและโฟมโพลีสไตรีน ได้ทำหน้าที่เป็น "ทางด่วน" (Expressway) ให้เปลวไฟลุกลามขึ้นสู่ด้านบนอย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 กับอาคารพักอาศัยเกรนเฟลล์ ทาวเวอร์ ในกรุงลอนดอนมาแล้ว ศาสตราจารย์หวง ซินหยาน จากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง อธิบายว่าเพลิงที่ลุกลามจากภายนอกอาคารและย้อนกลับเข้ามาทำลายโครงสร้างภายใน คือความท้าทายที่อาคารสูงแบบเก่าไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับเพลิงไหม้ในลักษณะนี้ ขณะที่ ตำรวจฮ่องกงได้ดำเนินการสืบสวนคดีอาญาและจับกุมผู้อำนวยการ 2 คน และที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม 1 คน จากบริษัทก่อสร้างในข้อหา ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา (manslaughter) เนื่องจากเชื่อว่าการใช้วัสดุที่ไม่ปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล

 

เพื่อบรรเทาสถานการณ์และตอบรับกับความไม่พอใจของประชาชนที่เกิดขึ้นเนื่อจากภาพความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง นายจอห์น ลี ผู้บริหารฮ่องกง ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วน โดยสั่งตรวจสอบโครงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยทั่วเมืองทั้งหมด พร้อมจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง โศกนาฏกรรมครั้งนี้ถือเป็นจุดกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปมาตรการความปลอดภัยด้านอัคคีภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ โดยมีประเด็นหลักที่สำคัญคือ:

1.    การพิจารณาใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม: รัฐบาลฮ่องกงได้รับแรงกดดันให้ยกเลิกการใช้นั่งร้านไม้ไผ่ซึ่งมีการใช้กันมาอย่างเนิ่นนานจนเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของฮ่องกง และมุ่งไปสู่การใช้ นั่งร้านโลหะ ในงานก่อสร้างอาคารสูงในอนาคต ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับจีนแผ่นดินใหญ่ที่สั่งห้ามใช้นั่งร้านไม้ไผ่ตั้งแต่ปี 2022


2.    การปฏิรูปมาตรฐานอาคารสูง: ฮ่องกงมีมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัย (FSI) ที่เข้มงวดอยู่แล้ว เช่น การกำหนดให้มี ชั้นหลบภัย (Refuge Floors) และ สะพานลอยฟ้า (Sky Bridges) สำหรับการอพยพในแนวนอน แต่เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและการบำรุงรักษาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในอาคารเก่าที่สร้างก่อนปี 1987

 

HK5
ภาพจาก https://mgronline.com/around/detail/9680000113522 

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ในการสร้าง "โล่ห์ป้องกันอัคคีภัย" ที่สมบูรณ์แบบสำหรับเมืองที่มีความหนาแน่นสูงเช่นฮ่องกง จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาช่วยในการตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารที่มีความซับซ้อน (Multi-constraints) แนวคิดหนึ่งคือการใช้ ระบบอินเตอร์เฟซภาษาธรรมชาติ (Natural Language Interface - NLI) ซึ่งก็คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถคุยโต้ตอบกับระบบคอมพิวเตอร์หรือฐานข้อมูลได้โดยใช้ภาษามนุษย์ปกติ ไม้ต้องใช้โค้ดหรือเขียนโปรแกรมคุยกับคอมพิวเตอร์ และนำมาใช้ร่วมกับ แบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Building Information Modeling - BIM) ซึ่งก็คือแบบจำลองสารสนเทศของอาคาร ที่จะรวบรวมข้อมูลทุกอย่างของอาคารนั้นเอาไว้ทั้งในอาคาร นอกอาคาร โครงสร้าง รูปทรงอาคาร ทิศทาง ความซับซ้อนของทางเดิน ห้องพัก ช่องลิฟท์ ทางหนีไฟ สี วัสดุ รวมถึงระบบต่างๆของอาคารทั้งหมด โดยระบบที่ใช้งานร่วมกันนี้จะใช้ปัญญาประดิษฐ์ (NLP) แปลงคำถามภาษาธรรมชาติที่ซับซ้อนของผู้ใช้ (เช่น "ค้นหาผนังที่สามารถกันไฟได้นานที่สุดของทุกชั้นให้ที") ให้เป็นคำสั่งที่ระบบ BIM สามารถตรวจสอบค้นหาข้อมูลด้านการออกแบบตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย และช่วยให้ความช่วยเหลือเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัยมากขึ้น การผสานรวมเทคโนโลยี BIM เข้ากับการตรวจสอบความปลอดภัยจะช่วยให้วิศวกรและผู้ควบคุมสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์และข้อจำกัดต่างๆ ในอาคารได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในขั้นตอนการออกแบบหรือซ่อมบำรุง นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ในชีวิตของผู้คนอีกครั้ง

 

แม้โศกนาฏกรรมที่ หวังฟุกคอร์ต จะเป็นความสูญเสียร้ายแรง แต่ก็เป็นแรงผลักดันครั้งสำคัญให้ฮ่องกงและทั้งโลกต้องหันมาทบทวน ปฏิรูป และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาคารสูงให้ทันสมัยและแข็งแกร่งที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารที่พักอาศัยจะไม่กลายเป็นกับดักมรณะในยามเกิดภัยพิบัติอีกต่อไป
 

อ้างอิง

https://mgronline.com/around/detail/9680000113522
https://www.prachachat.net/world-news/news-1928100
https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8/262419#google_vignette
https://www.theguardian.com/world/2025/nov/27/anger-hong-kong-apartment-complex-fires-deaths
https://www.hkfsd.gov.hk/eng/source/safety/File2022.pdf
"An ontology-aided, natural language-based approach for multi-constraint BIM model querying - arXiv"  https://arxiv.org/pdf/2303.15116
Hong Kong's innovative practices for better fire safety in tall buildings. Conclusions for Bulgaria.
https://stumejournals.com/journals/confsec/2020/1/35.full.pdf


 

Created by
เรียบเรียงโดย ชนินทร์ สุริยกุล ณ อยุธยา กองสื่อสารวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ