กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่าน ส่งผลให้เกิดฝนกรดสีดำ (Black Acid Rain) ส่งผลกระทบฉับพลันต่อระบบทางเดินหายใจและสร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบนิเวศ
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ The Guardian รายงานเหตุการณ์ที่กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อคลังน้ำมัน 4 แห่ง ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ในคืนวันที่ 7 มีนาคม 2569 โดยแรงระเบิดก่อให้เกิดเปลวเพลิงขนาดใหญ่และควันดำหนาทึบเต็มท้องฟ้า ประชาชนในบริเวณนั้นถึงกับเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "เหมือนวันสิ้นโลก" เนื่องจากแสงอาทิตย์ถูกบดบังจนมืดมิดและเต็มไปด้วยกลิ่นสารเคมีที่เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในปริมาณมหาศาลที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ นำไปสู่การสะสมของฝุ่นละอองขนาดเล็กและแก๊สพิษในชั้นบรรยากาศ เมื่อมีฝนตกในเช้าวันถัดมา ทำให้น้ำฝนชะล้างสารเคมีเหล่านี้กลายเป็น ฝนกรดพิษ (Toxic Acid Rain) หรือฝนกรดสีดำ (Black Acid Rain) ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนังและปอดของมนุษย์ โดย ดร.ชาห์ราม คอร์ดาสตี ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาและเนื้องอกวิทยา เตือนว่าแก๊สพิษและฝุ่นละอองเหล่านี้จะระคายเคืองต่อดวงตาและทางเดินหายใจอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคมะเร็งในระยะยาว
โดยปรากฏการณ์ฝนกรดพิษ (Toxic Acid Rain) เกิดจากน้ำฝนที่ตกลงมามีความเป็นกรดสูงกว่าปกติ เนื่องจากมลพิษในอากาศ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ยานพาหนะ และโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อก๊าซเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับไอน้ำในชั้นบรรยากาศจนเกิดกรดซัลฟิวริกหรือกรดกำมะถัน (H2SO4) และกรดไนตริก (HNO3) ทำให้น้ำฝนมีค่า pH ต่ำลง ซึ่งโดยทั่วไปน้ำฝนปกติมีค่า pH ประมาณ 5.6 แต่ฝนกรดอาจลดลงเหลือประมาณ 4.5 หรือต่ำกว่านั้น แม้ว่าฝนกรดจะมีความเป็นกรดสูง แต่ส่วนใหญ่ยังคงมีลักษณะใสเหมือนน้ำฝนทั่วไป ส่วนในกรณีฝนกรดสีดำ (Black Acid Rain) ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์โจมตีทางอากาศต่อคลังน้ำมันในอิหร่าน ทำให้ในอากาศมีเขม่าควันและฝุ่นจำนวนมหาศาล เกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรุนแรงและไม่สมบูรณ์ พร้อมกับปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์จำนวนมาก ทำให้น้ำฝนมีความเป็นกรดสูง และมีสีเทาเข้มหรือดำกว่าปกติ
โดยการสัมผัสฝนกรดที่ปนเปื้อนเขม่าควันและสารเคมีจำนวนมากอาจส่งผลต่อสุขภาพ เช่น การสูดดมละอองหรือไอระเหยที่ปนเปื้อนอาจทำให้ระคายเคืองลำคอ ไอ หายใจลำบาก ปอดอักเสบเฉียบพลัน หรือกระตุ้นอาการหอบหืด ความเป็นกรดและสารเคมีในฝนอาจทำให้ผิวหนังเกิดผื่นคัน แสบร้อน ระคายเคือง และหากเข้าตาอาจทำให้ตาอักเสบได้ นอกจากนี้ในระยะยาวอาจเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพร้ายแรง รวมถึงมะเร็งได้
ภาพไฟไหม้หลังการโจมตีทางอากาศที่คลังเก็บน้ำมันในกรุงเตหะราน ภาพถ่ายโดย Arileza Sotakbar/AP
สำหรับมาตรการรับมือและความเสี่ยงในระบบนิเวศ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของอิหร่านประกาศเตือนประชาชนให้อยู่ภายในอาคาร หลีกเลี่ยงการเปิดเครื่องปรับอากาศที่ดึงอากาศจากภายนอก เพื่อลดความเสี่ยงจากมลพิษและสารพิษในอากาศ พร้อมทั้งระวังการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ อาหารที่วางกลางแจ้ง และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเขม่าดำโดยตรง เนื่องจากอาจมีสารพิษตกค้าง ขณะเดียวกัน สถานการณ์ปัจจุบันในกรุงเตหะรานยังอยู่ในภาวะวิกฤต มีเขม่าปกคลุมทั่วเมือง ประชาชนขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากและยารักษาทางเดินหายใจ อีกทั้งเริ่มพบการอพยพของนกซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามลพิษอาจลดลงภายใน 3–7 วันหากแหล่งกำเนิดไฟถูกควบคุมได้ แต่หากยังมีการโจมตีโครงสร้างพลังงานอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ฝนกรดสีดำอาจยืดเยื้อและสร้างความเสียหายกับสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
อ้างอิง
https://www.theguardian.com/world/2026/mar/08/dark-like-our-future-iranians-describe-scenes-of-catastrophe-after-tehrans-oil-depots-bombed
https://www.thaipbs.or.th/news/content/503093
https://apnews.com/article/iran-war-black-rain-pollution-d5f67db4a772775c83dfa3fd303cf25d
