แว่น AR ผสาน AI รักษาเวียนศีรษะ ฟื้นฟูการทรงตัวที่บ้าน จุฬาฯ ต่อยอดใช้จริงในไทย
Science News Categories
Publish date
27/08/2026
Image

TeleRehaB DSS เปิดตัวนวัตกรรมแว่น AR และการแพทย์ทางไกล ช่วยการฟื้นฟูการทรงตัวที่บ้าน ลดหกล้มในผู้สูงอายุ พร้อมเชื่อมแพทย์ติดตามจากระยะไกล ไทยได้รับเลือกเป็นศูนย์ทดสอบทางคลินิกเดียวนอกยุโรป พร้อมเข้าสู่ระยะที่ 2 ย่อขนาดอุปกรณ์เพื่อขยายผลสู่ผู้ป่วยกว้างขึ้น

 

วันที่ 25 ส.ค. 2569 – กรุงเทพมหานคร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับเครือข่ายสหภาพยุโรป แถลงความสำเร็จของการวิจัยและพัฒนาแว่นตา AR ผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อฟื้นฟูการทรงตัวของผู้ป่วยที่เสี่ยงพลัดตกหกล้ม ภายใต้โครงการ TeleRehaB DSS (TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System) โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็น 1 ใน 5 ศูนย์ทดสอบทางคลินิกของโครงการ และไทยเป็นประเทศนอกยุโรปประเทศเดียวที่ได้รับเลือกร่วมกับ University College London (สหราชอาณาจักร), National and Kapodistrian University of Athens (กรีซ), University Medical Centre Freiburg (เยอรมนี) และ Madeira Health Service/IDEA (โปรตุเกส) พบผลว่าเทคโนโลยีช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยออกกำลังกายฟื้นฟูได้ดีกว่าการฝึกด้วยตนเองแบบเดิม และกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 เพื่อย่อขนาดอุปกรณ์และขยายผลสู่ผู้ป่วยที่กว้างขวางขึ้น 


โครงการ TeleRehaB DSS ผสานเทคโนโลยีหลายชั้นเข้าด้วยกัน โดยมีแนวคิดหลักคือให้ผู้ป่วยฝึกฟื้นฟูที่บ้านได้ ขณะที่ข้อมูลสุขภาพและการเคลื่อนไหวถูกส่งกลับให้ทีมแพทย์วิเคราะห์และปรับโปรแกรมแบบเรียลไทม์ องค์ประกอบของระบบประกอบด้วย 
-    กล้องวัดความลึก (Depth Camera) ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกายใน 3 มิติ โดยใช้หลักการปล่อยและรับแสงอินฟราเรดเพื่อคำนวณระยะและท่าทาง
-    เซนเซอร์ IMU (Inertial Measurement Unit) ที่สวมบนร่างกาย วัดความเร่งและอัตราการหมุนในแต่ละแกน ทำหน้าที่คล้ายหูชั้นในเทียมที่บอกว่าศีรษะและลำตัวเคลื่อนที่ไปทิศใด
-    แว่น Head-mounted display ฉายภาพเสมือนจริงเป็นชั้นซ้อนทับบนโลกจริง (Augmented Reality หรือ AR) ทำให้ผู้ป่วยเห็นตัวอย่างท่าออกกำลังกายและสามารถปฏิบัติตามได้ทันที ขณะที่ผู้ฝึกสอนเสมือนจริงให้คำแนะนำ
-    อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นหัวใจ สมาร์ตวอตช์ สมาร์ตโฟน/แท็บเล็ต รวบรวมข้อมูลสรีรวิทยาและส่งเข้าระบบประมวลผล
-    AI หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก (Decision Support System) นำข้อมูลทั้งหมดมาเรียนรู้และวิเคราะห์เพื่อแนะนำแผนฟื้นฟูเฉพาะบุคคล สะท้อนแนวคิดการแพทย์แม่นยำ (precision medicine) ที่ปรับการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ใช่แบบแผนเดียวทุกคน

 

กลไกการเชื่อมโยงเหล่านี้คือการแพทย์ทางไกล (telemedicine) ที่ทำงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์เชื่อมต่อ Internet of Things หรือ IoT ทำให้ข้อมูลการเคลื่อนไหวและสุขภาพไหลจากบ้านผู้ป่วยเข้าสู่มือแพทย์ได้แบบต่อเนื่อง 


หัวหน้าโครงการวิจัยประจำประเทศไทย ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า โครงการพัฒนานวัตกรรมแว่น AR เพื่อช่วยรักษาอาการเวียนศีรษะผ่านระบบการแพทย์ทางไกล และประเทศไทยคือประเทศเดียวนอกยุโรปที่ได้รับเลือกเป็นสถานที่ทดสอบทางคลินิก ทำให้เทคโนโลยีได้รับการศึกษาในบริบทประชากรและระบบสุขภาพที่แตกต่างจากยุโรป และมีการนำผลตอบรับจากผู้สูงอายุชาวไทยมาพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง 


ผู้สูงอายุที่เป็นอาสาสมัครในโครงการตอบรับแว่น AR เป็นอย่างดี โดยระบุว่าสามารถออกกำลังกายฟื้นฟูตามคำแนะนำที่ถูกต้อง มีตัวอย่างท่าออกกำลังกายให้ดู มีนักกายภาพบำบัดคอยติดตามและปรับท่าให้ทุกสัปดาห์ และสามารถปรับใช้งานให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละบุคคล ผลการทดสอบพบว่าเทคโนโลยีช่วยสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพได้ดีกว่าการฝึกด้วยตนเองแบบเดิม 


อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ เตือนว่า แม้เทคโนโลยีจะช่วยอำนวยความสะดวก แต่ความสำเร็จของการรักษายังคงขึ้นอยู่กับวินัยและความสม่ำเสมอของผู้ป่วย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับการฟื้นฟูทุกประเภท นั่นคือเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วย ไม่ใช่ตัวแทนของความตั้งใจของผู้ป่วย 

ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและยุโรปแสดงให้เห็นศักยภาพของนักวิจัยไทยในการทำงานร่วมกับเครือข่ายระดับนานาชาติ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาการดูแลสุขภาพเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน ขณะที่ ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีด้านวิจัยและนวัตกรรมเชิงลึก คณะแพทยศาสตร์ มองว่า งานวิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงและกล้าตั้งคำถามใหม่ ๆ โดยรวมพลังระหว่างแพทย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาและหลายประเทศ


หลังจากนี้ โครงการจะเข้าสู่ระยะที่ 2 เพื่อปรับปรุงอุปกรณ์ให้มีขนาดเล็กลง ใช้งานง่ายขึ้น และขยายผลการใช้งานไปสู่กลุ่มผู้ป่วยที่กว้างขวางขึ้นในอนาคต โดยมีทุนสนับสนุนจากโครงการ Horizon Europe – Health ของสหภาพยุโรป มูลค่าโครงการรวมกว่า 5.06 ล้านยูโร ดำเนินการตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2569 โดยต่อยอดจากเทคโนโลยีตั้งต้น HOLOBALANCE ผสานกับ AI, AR, อุปกรณ์สวมใส่ได้ (wearable devices) และ IoT 

 

โครงการนี้สะท้อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดูแลสุขภาพที่เข้าถึงตัวคนไทยมากขึ้น ผู้สูงอายุที่เคยต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหลายครั้งเพื่อฝึกฟื้นฟู สามารถทำได้ที่บ้าน ลดความเหนื่อยล้าทั้งของตัวผู้ป่วยและผู้ดูแล ลดค่าใช้จ่าย ลดความแออัดในระบบสุขภาพ และเพิ่มโอกาสให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาได้ผลจริง ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ การหกล้มและปัญหาการทรงตัวในผู้สูงอายุจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากร นวัตกรรมอย่าง TeleRehaB DSS อาจเป็นคำตอบระดับนโยบายสาธารณสุขที่ช่วยลดภาระระบบสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังเป็นข้อพิสูจน์ว่านักวิจัยไทยสามารถยืนเคียงเครือข่ายระดับโลก และสร้างเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์คนไทยได้จริง 
 

อ้างอิง

https://www.chula.ac.th/news/422913/
https://hoonsmart.com/archives/435249

 

อัปเดตข่าวเด่นวิทยาศาสตร์ประจำวันได้ที่ เว็บไซต์ Curiosity - Science News Today

Created by
เรียบเรียงโดย แก้วนภา ชวาร์ซ กองสื่อสารวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
3 Reads
Ribbon