ยานอวกาศจีนนำเมล็ดพันธุ์กุหลาบกลับคืนสู่โลกได้สำเร็จ หลังผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธ์ด้วยรังสีจากนอกโลกสำเร็จ คาดทนทานขึ้น สีสันสดใสขึ้น ซึ่งนับเป็นความหวังในการผสานเทคโนโลยีอวกาศเข้ากับภาคการเกษตร
เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 เว็บไซต์ China Daily ได้รายงานความสำเร็จของทีมนักวิจัยจากโครงการปรับปรุงพันธุ์พืชในอวกาศของจีน ในการส่งมอบเมล็ดพันธุ์กุหลาบที่เดินทางกลับจากอวกาศสู่พื้นโลกอย่างเป็นทางการ โดยเมล็ดพันธุ์ชุดนี้ถูกบรรจุในแคปซูลของยานอวกาศเชิงพาณิชย์ ลี่หง-1 วาย 1 (Lihong-1 Y1) พัฒนาโดยบริษัท CAS Space ซึ่งได้ทำการบินจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียนเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 และสามารถนำเมล็ดพันธุ์กุหลาบชื่อดังจากมณฑลเหอหนานกลับลงมาได้อย่างปลอดภัย ถือเป็นตัวอย่างความก้าวหน้าครั้งใหม่ของการผสมผสานเทคโนโลยีอวกาศเข้ากับภาคการเกษตร
สำหรับวัตถุประสงค์หลักของภารกิจนี้ คือ การปรับปรุงพันธุ์พืชในอวกาศ หรือที่เรียกว่า "Space Mutagenesis" ซึ่งเป็นกระบวนการกระตุ้นให้เมล็ดพืชเกิดการกลายพันธุ์ โดยอาศัยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากบนโลก เช่น สภาวะไร้น้ำหนัก รวมถึงการสัมผัสกับรังสีจากดวงอาทิตย์และรังสีคอสมิก ซึ่งรังสีเหล่านี้จะเข้าไปส่งผลกระทบต่อสารพันธุกรรมในเมล็ด นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมที่โครโมโซมจนมีโอกาสเกิดเป็นพืชสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติดีขึ้น โดยทางทีมวิจัยได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนากุหลาบสายพันธุ์ใหม่ให้มีความต้านทานโรคสูงขึ้น มีระยะเวลาออกดอกยาวนานขึ้น และมีสีสันที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
การทดลองครั้งนี้เป็นการนำเมล็ดพันธุ์ขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Lihong-1 Y1 ซึ่งภายในมีชุดตู้ปฏิบัติการขนาดเล็ก (Payload) ที่บรรจุเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีการป้อนคำสั่งให้ทำการทดลองเรื่องต่าง ๆ กับเมล็ดพันธุ์เอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว เมื่อจรวดขึ้นไปสูงพ้นชั้นบรรยากาศโลกที่ระดับ 120 กิโลเมตร เหนือเส้นคาร์มัน ซึ่งความสูงในระดับนี้จะมีรังสีจากอวกาศมากมายและเข้มข้นมากกว่าในโลกมาก (Galactic Cosmic Rays) ระบบการทำงานของ Payload จะเริ่มขึ้น เมล็ดพันธุ์จะถูกเปิดให้รับรังสีในช่วงเวลา 300 วินาที รวมถึงการทดลองสภาวะแบบไร้น้ำหนักในการปรับปรุงพันธุ์ ทำให้เมล็ดพันธุ์ต้องเผชิญกับรังสีคอสมิกที่มีความเข้มข้นสูงและสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง อนุภาคจากรังสีเหล่านั้นจะทะลุผ่านเข้าไปภายในเซลล์และสามารถทำลายดีเอนเอบางส่วนได้ (แบบสุ่ม) กระบวนการนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดโอกาสในการเปลี่ยนแปลงในระดับดีเอ็นเอได้อย่างรวดเร็วกว่ากระบวนการตามธรรมชาติ ซึ่งหากใช้วิธีการผสมพันธุ์แบบปกติอาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่ามาก อย่างไรก็ตามการเกิดการกลายพันธุ์ในลักษณะนี้ไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นการปรับปรุงให้เกิดลักษณะอย่างไรจนกว่าจะนำเมล็ดไปปลูกให้เป็นต้นและออกดอกให้เราเห็น
ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์ถูกส่งไปยังธนาคารเพาะพันธุ์กุหลาบระดับชาติเมืองหนานหยาง เพื่อเพาะปลูกและคัดเลือกสายพันธุ์ภายใต้ความร่วมมือของวิทยาลัยอาชีวเกษตรหนานหยาง สถาบันวนศาสตร์หนานหยาง และมหาวิทยาลัยเกษตรเหอหนาน ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการผสานเทคโนโลยีอวกาศเข้ากับเกษตรกรรมสมัยใหม่ ช่วยสร้างความมั่นคงทางเมล็ดพันธุ์และเพิ่มขีดความสามารถทางการเกษตรในอนาคต
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการทดลองในอวกาศ
โดยปกติแล้วเมื่อเราอยู่นอกชั้นบรรยากาศ รอบตัวเราจะเต็มไปด้วยรังสีและอนุภาคต่าง ๆ ที่มีความเข้มข้นมาก และเป็นอันตรายต่อเรา โดยทั่วไปจะมีการกำหนดขอบเขตว่าถ้าพ้นจากส่วนนี้ไปจะเป็นเขตของอวกาศ ซึ่งเส้นแบ่งตรงนี้เราเรียกเส้นคาร์มัน (ตั้งชื่อตามนักฟิสิกส์ชาว ฮังการี-อเมริกัน Theodore Von Karman ผู้คำณวนหาขีดจำกัดด้านการบินและอวกาศ) เหนือเส้นคาร์มันขึ้นไปรังสีและอนุภาคต่าง ๆ ในอวกาศสามารถทำอันตรายเราได้เหมือนกับที่มันทะลุทะลวงไปทำลายดีเอนเอของเมล็ดพันธุ์กุหลาบ อนุภาคจากรังสีคอสมิคยังสามารถทะลุทะลวงผ่านผนังยานทั่วไปได้ ในการเดินทางท่องอวกาศที่มีมนุษย์ไปด้วยจึงต้องออกแบบยานให้มีผนังหุ้มที่สามารถป้องกันรังสีเหล่านั้นไว้ด้วย แต่สำหรับยาน Lihong-1 Y1 นี้ไม่มีผู้โดยสารที่เป็นมนุษย์ การทดลองโดยใช้ระบบอัตโนมัติในตู้ Payload จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ตัวยานก็ไม่ต้องห่อหุ้มฉนวนป้องกันรังสีแบบยานขนส่งมนุษย์ เปิดให้รังสีสามารถทะลุผ่านเข้ามาสู่พื้นที่การทดลองได้อย่างอิสระ เมื่อภาระกิจอัตโนมัตินั้นเสร็จสิ้นตามโปรแกรมแล้ว ตู้ Payload ก็จะปิดระบบพร้อมจัดเก็บทุกอย่างกลับเข้าตู้รอให้จรวดพากลับลงมาส่งผลให้นักวิจัยมานำเอาข้อมูลและผลไปดำเนินการต่อ

อ้างอิง
https://www.chinadailyasia.com/hk/article/627687
https://www.facebook.com/share/p/1Fv1devpkd/