UCL ร่วมกับองค์การอนามัยโลกและนักวิจัยจากกว่า 30 ประเทศ พบว่าในทศวรรษหลังความตกลงปารีส (2016–2025) ผลกระทบต่อสุขภาพจากสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นเร็วกว่าทศวรรษก่อนหน้า ความร้อนคร่าชีวิตคนเฉลี่ยราว 540,000 คนต่อปี เรียกร้องให้ยกระดับปัญหานี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพระดับโลกก่อนการประชุม COP31
รายงานการติดตามสุขภาพและสภาพภูมิอากาศ Lancet Countdown ประจำปี 2026 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังหนึ่งทศวรรษหลังการบรรลุข้อตกลงปารีส (ปี 2016–2025) ชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงและผลกระทบทางสุขภาพจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นได้ขยายตัวเร็วกว่าช่วงทศวรรษก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือสถิติการเสียชีวิตจากความร้อน โดยในช่วงปี 2016–2023 มีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับความร้อนเฉลี่ยถึง 540,800 รายต่อปี ซึ่งร้อยละ 68 หรือราว 369,900 รายเป็นผลมาจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2023 ซึ่งเป็นปีที่ร้อนที่สุด สถิติการเสียชีวิตจากความร้อนพุ่งสูงถึง 710,000 ราย โดยร้อยละ 71.5 มีสาเหตุมาจากโลกร้อน ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่แซงหน้าอัตราการเสียชีวิตจากโรคมาเลเรียหรือเชื้อ HIV และคิดเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตจากความร้อนสะสมเกือบ 3 ล้านรายในช่วงแปดปีดังกล่าว
นอกจากวิกฤตด้านชีวิตมนุษย์แล้ว สภาพอากาศที่ผันผวนยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง โดยในปี 2025 ความเครียดจากความร้อนในการทำงานส่งผลให้สูญเสียรายได้แฝงทั่วโลกสูงถึง 1.07 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นร้อยละ 0.91 ของผลผลิตทางเศรษฐกิจโลก) โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ซึ่งสูญเสียรายได้คิดเป็นร้อยละ 3.9 และ 3.2 ของ GDP ตามลำดับ ในขณะเดียวกัน ภาวะภัยแล้งรุนแรงได้ครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยละ 51.8 ของพื้นดินทั่วโลกเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนในปี 2025 และขยายตัวเร็วกว่าช่วงปี 2006–2015 ถึงกว่า 700 เท่า นอกจากนี้ ความแห้งแล้งและฝนตกหนักสุดขั้วยังกระทบต่อแหล่งน้ำและพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าร้อยละ 80 ของโลก ซึ่งซ้ำเติมความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารและการแพร่ระบาดของโรคทางน้ำ
แม้จะมีความก้าวหน้าในการลงทุนพลังงานสะอาดที่เติบโตถึง 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ซึ่งช่วยลดมลพิษทางอากาศและป้องกันการเสียชีวิตได้ราว 323,000 รายต่อปีใน 77 ประเทศ แต่ความพยายามดังกล่าวยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักกว่าร้อยละ 80 ของโลก ยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันและก๊าซ 100 อันดับแรกของโลกยังมีแผนผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลเกินกว่าเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิ 1.5°C ตามข้อตกลงปารีสถึงร้อยละ 150 ภายในปี 2040 ด้วยเหตุนี้ คณะผู้วิจัยจึงเรียกร้องอย่างเร่งด่วนให้มีการประกาศให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับโลกอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำให้รัฐบาลทั่วโลกจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการปรับตัวด้านสาธารณสุขในรูปแบบเงินอุดหนุน และวางเป้าหมายด้านสุขภาพไว้เป็นศูนย์กลางของทุกนโยบายภูมิอากาศ
อ้างอิง
Climate change intensifies Global Health Risks, lancet countdown report warns. News. (2026, October 28). https://www.news-medical.net/news/20261027/Climate-change-intensifies-g…
Zesen, Q., Lingran, Y., & Zuhui, H. (2025, December 3). the impact of long-term extreme heat risk on the formation of farmers’ cooperatives. academax. https://www.academax.com/ZDXBSKB/doi/10.3785/j.issn.1008-942X.CN33-6000…
Gao, P. (2026, April 1). Healthy soil as the invisible determinant of a healthy environment: A critical review. academax. https://www.academax.com/SHE/doi/10.1016/j.seh.2026.100214
อัปเดตข่าวเด่นวิทยาศาสตร์ประจำวันได้ที่ เว็บไซต์ Curiosity - Science News Today
